สารสกัดจากชาเขียว  (Catechin Polyphenol)  

เขียนโดย Greenclinic  

 

สารสกัดจากชาเขียว  (Green Tea Extract)

ชาเขียว

 

ชาเขียว (Green Tea) เป็นชาที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมักเลย เพราะเมื่อเก็บใบ  ชามาได้จะนำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อ ทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปนักและใช้มือคลึงเบาๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำ  ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำ งานของเอนไซม์ จึงได้ใบชาจึงมีความสด และยังมีสีเขียวอยู่มาก การที่ใบชาไม่ผ่าน  ขั้นตอนการหมักทำให้ใบชายังมีสารประกอบฟีนอล ( Phenolic compound ) หลงเหลืออยู่มากกว่า ชาดำกับชาอูหลง ทำให้ชาเขียวมี  ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาชนิดอื่น

จากผลการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของชาเขียวพบว่า ชาเขียวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระ     (Anti-Oxidants) ที่มีความเข้มข้นและประสิทธิภาพสูง ที่ชื่อว่า สารโปลีฟีนอล   (Polyphenols) ทำหน้าที่ต่อต้านและกำจัด อนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดขึ้นในร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา เป็นสารต้านมะเร็งที่ทรงประสิทธิภาพ ผู้ที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีอัตราการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร   มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเป็นประจำ

พอลิฟีนอล ในชาเขียวกระตุ้นการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และ  เอนไซม์ที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง ชาเขียวยังช่วยรักษาผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย จึงพบว่า  มีการนำสารกัดจากชาเขียวไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์หลายชนิด อีกทั้ง  ยังช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ลดความดันโลหิต และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี   (HDL) และน้ำชาเขียวที่นำมาจิบยังช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเกาะที่ฟัน ช่วยป้องกัน  ฟันผุได้อีกด้วย

ชาเขียว มีปริมาณสาร Catechin Polyphenol โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  epigallocatechin-3-gallate (EGCG) ที่มีอยู่มากในตัวชา EGCG เป็นสารต้านพิษ   และยังช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งด้วยการฆ่าเซลมะเร็ง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี นอกจากนั้น ยังช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลไม่ดี(LDL) และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปกติของก้อนเลือด ซึ่งเป็นเหตุของอาการหัวใจวายและลมชัก มักมีการเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้จากการดื่มชา เข้ากับประโยชน์ทีได้จากการดื่มไวน์ นักวิจัยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมชาวฝรั่งเศสจึงมีอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาวอเมริกัน ทั้งที่บริโภคอาหารที่มีไขมันสูง คำตอบก็คือ เป็นเพราะไวน์แดง ซึ่งมีสาร Resveratrol   ที่เป็น Polyphenol ที่ลดอันตรายจากการสูบบุหรี่และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

สรุปชาเขียวมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ช่วยในการขับสารพิษ และสารอนุมูลอิสระ จึงส่งผลในการป้องกันความเสี่ยงต่อ  ภาวะมะเร็งและโรคความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
  • EGCG จากชาเขียวสกัด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ มีคุณสมบัติ  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการ  ป้องกันการเกิดโรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดอุดตัน (Coronary Artery Disease) จากการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลรวม และเพิ่มปริมาณคลอเรสเตอรอลชนิดดี(HDL)
  • สารโปลีฟีนอล ของชาเขียวสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ สามารถช่วยทำลายเซลล์มะเร็งและหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ ชาเขียวมี  ผลลัพธ์ทางการแพทย์ในเชิงบวกต่อการรักษามะเร็งประเภทต่อไปนี้ เช่น มะเร็ง    กระเพาะปัสสาวะ มะเร็งทรวงอก มะเร็งรังไข่ มะเร็งปลายลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง   มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งตับ  อ่อน มะเร็งต่อมน้ำอสุจิ มะเร็งผิวหนัง   มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานประเภท-I และชะลอการเกิดโรคเบาหวาน เมื่อโรคเบาหวานได้เริ่มต้นเกิดขึ้นแล้ว โดยจะทำการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล
  • ชาเขียวสกัดให้ สารโปลีฟีนอลส์ (Polyphenals) ช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงสามารถช่วยล้างพิษและกำจัดพิษในลำไส้ของเราได้
  • ช่วยในการการป้องกันตับจากความเสียหายจากสารพิษต่างๆ เช่น แอลกอฮอลล์
  • สารสกัดชาเขียว ช่วยในการเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายให้เป็นพลังงาน
  • ช่วยทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เนื่องจากมีผลในการกระตุ้นการทำงานระดับเซลล์

ปริมาณชาเขียวคุณควรดื่มต่อวัน

นิตยสาร Herbs for Health อ้างตัวอย่างรายงานจากญี่ปุ่นว่า คนที่ดื่มชาเขียว   10 แก้วต่อวัน จะปลอดโรคมะเร็งนานกว่าคนที่ดื่มชาเขียวน้อยกว่า 3 แก้วต่อวันถึง 3   ปี (มี Polyphenol ประมาณ 240-320 มก. ในชาเขียว 3 แก้ว) ขณะเดียวกัน การศึกษาของมหาวิทยาลัย Cleveland's Western Reserve สรุปว่า การดื่มชาเขียวสี่  แก้วหรือมากกว่านั้น จะช่วยป้องกันโรคปวดข้อ หรือลดอาการปวดในกรณีของคนที่  ป่วยอยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่สถาบันวิจัยมะเร็ง Saitama พบว่า การเกิด  โรคมะเร็งเต้านม หรือ การขยายตัวของโรคนั้น จะน้อยลงในผู้หญิงที่มีประวัติดื่มชาเขียว 5 ถ้วย หรือมากกว่านั้นต่อ 1 วัน มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มีการศึกษาเรื่องคุณสมบัติการป้องกันมะเร็งของชาเขียว พบว่าคุณสามารถได้รับปริมาณ   Polyphenols ในปริมาณที่ต้องการได้โดยดื่มชาเขียวเพียง 2 ถ้วยต่อวัน อย่างไรก็ตาม   การดื่มชาเพียง 4-5 ถ้วยต่อวัน ดูจะให้ประโยชน์สูงสุด และอาจจะดื่มได้มากกว่านั้น แต่ควรคำนึงถึงปริมาณคาเฟอีนที่คุณอาจได้รับเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนกระแสนิยมการบริโภคเครื่องดื่มชาเขียว ทางสำนักงานคณะกรรมการ  อาหารและยา (อย.) ออกมาเตือนว่าควรพิจารณาเลือก บริโภคเฉพาะชนิดที่ไม่มีน้ำตาลผสม การชงชาด้วยตนเองนอกจากจะได้อรรถรสของ  การดื่มชาแล้ว ยังให้อรรถประโยชน์ของสารต้าน อนุมูลอิสระที่ดีกว่า และควรพิจารณาเรื่องการบริโภคชาในปริมาณสูงๆ ซึ่งอาจมีผล  เสียต่อภาวะโภชนาการของสารอาหารอื่นได้

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

  • วิตามินไบเบิล, ดร.เอิร์น มินเดลล์
  • “ดื่มชาอย่างไรให้ได้ประโยชน์กับสุขภาพ” รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล : คณะ  เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล