หัวข้อเนื้อหา

แคลเซียม

ข้อมูลทั่วไป: แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน เด็กแรกเกิดจะมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ย 28-30 กรัม ในร่างกายขณะที่ผู้ใหญ่จะมีปริมาณแคลเซียมอยู่ระหว่าง 1.5 - 2 % ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 900-1,000 กรัม โดย 99 % ของแคลเซียมนั้นจะพบในกระดูกและฟัน (1, 19, 38) นอกจากแคลเซียมจะจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและฟันแล้วยังจำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือด การส่งสัญญาณประสาท การหดตัวของกล้ามเนื้อ และยังป้องกันการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย (1, 12, 13, 18, 20-29, 36)

 

แหล่งอาหาร: แหล่งของแคลเซียมตามธรรมชาติ ได้แก่ สาหร่ายทะเลสีน้ำตาล (เคลป์) เมล็ดแอลมอนด์ ถั่วบราซิล (Brazil nuts) นมและผลิตภัณฑ์จากนม บรอคโครี่ กะหล่ำปลี ไข่ปลาคาร์เวีย ผลมะเดื่อ ผักใบเขียว มาสตาร์ดเขียวข้าวโอ๊ต ผักชีฝรั่ง ลูกพรุน ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน อาหารทะเล หอยนางรม เมล็ดเครื่องเทศ ถั่วเหลือง เต้าหูและโยเกริต์ (1, 12, 19, 36) รวมทั้งการเสริมสารอาหารจากกระดูก สารประกอบแคลเซียมในรูปต่าง ๆ เช่น แคลเซียมที่อยู่ในรูปคีเลตกับกรดอะมิโน แคลเซียมแอสคอเบท แคลเซียมคาร์บอเนท แคลเซียมเคซีเนท แคลเซียมซิเตรท ไอดรอกซีอะพาไทต์ และไตรแคลเซียมฟอสเฟต (1, 12, 18)

 

 

ประโยชน์: แคลเซียมมีหน้าที่หลักในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแร็งนั้น มีความสำคัญยิ่งต่อการดูดซึม การเก็บรักษา และหน้าที่ในการเผาผลาญของวิตามินเอ ซี ดี อี ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม (1, 2, 33, 34) นอกจากนี้แคลเซียมยังจำเป็นต่อการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ (1, 2, 34) รวมทั้งมีความสำคัญสำหรับสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเต้นของหัวใจ และการแข็งตัวของเลือด (1, 34, 35, 37, 38) แคลเซียมจำเป็นอย่างมากต่อการเจริญของกล้ามเนื้อ การส่งสัญญาณประสาทที่ถูกต้อง ความสมดุลของกรดด่างในเลือดและความดันโลหิตที่ปกติ (1, 4, 7, 34, 38) อาการของโรคและสภาวะที่ควรจะได้รับแคลเซียม ได้แก่

 
  • โรคกระดูกพรุน
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง
  • ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • ความดันโลหิตสูง
  • อาการปวดก่อนมีประจำเดือน
 

อาการเมื่อขาด: สัญญาณของอาการขาดแคลเซียมในเด็กคือ การหยุดเจริญของกระดูก ขาแข็งทื่อ รวมทั้งสุขภาพฟันที่ย่ำแย่ และการมีฟันซ้อน(1, 13, 34, 35, 37, 38) ในกรณีของผู้ใหญ่การบริโภคแคลเซียมปริมาณต่ำจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับโรคกระดูกพรุน (1, 15, 19, 21, 22, 33, 34, 36) กระดูกจะบางและแตกหักได้ง่าย เกิดความผิดปกติทางประสาท และเป็นตะคริวตามแขน-ขา ซึ่งเป็นอาการจากการขาดแคลเซียมนั้นเอง (1, 34) ในสหรัฐอเมริกาปัญหาการบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอในผู้สูงอายุเป็นปัญหาวิกฤติปัญหาหนึ่ง พบว่า 3 ใน 4 ของประชากรหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีบริโภคต่ำกว่าค่าต่ำสุดของปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน (RDA) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณต่ำ คือ สตรีที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี กลุ่มคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีวิถีชีวิติที่เฉื่องชา คนที่ควบคุมอาหาร ผู้ที่ทานอาหารที่โปรตีนปริมาณสูง สตรีมีครรภ์ คนที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีปัญหาขาดเอนไซม์ในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมบ่อยๆ และคนที่ได้รับยาในกลุ่มคอร์ติโซน (1)

ขนาดรับประทาน: ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน(RDA)ในชายและหญิงที่มีกลุ่มอายุต่างๆกัน

อายุ

ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน (มิลลิกรัม)

แรกเกิด-6 เดือน

400

6-12 เดือน

600

1-10 ปี

800

11-24 ปี

1,200

25-50 ปี

800

51 ปีขึ้นไป

800

 

 

ในกรณีพิเศษเช่น สตรีมีครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตรจะมีความต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน (3) ในกลุ่มคนที่บริโภคแอลกอฮอล์สูง สูบบุหรี่ และผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างควรต้องเพิ่มปริมาณการรับประทานแคลเซียมในแต่ละวันให้มากขึ้น (1, 34)

 

ผลข้างเคียง: การรับประทานแคลเซียมเกินขนาดอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการ มึนงง เป็นนิ่วในไต ไวต่อแสง กระหายน้ำบ่อย หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ซึมเศร้า คลื่นไส้ ผื่นบนผิวหนัง อ่อนเพลีย ปวดหัว และปากแห้ง (1, 34)

 

ปฎิกริยากับสารอื่น:

  • การรับประทานพร้อมกับยากระตุ้นหัวใจ (ดิจิตอลลิส) จะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ และการดูดซึมธาตุเหล็กจะลดลง (ถ้าไม่ทานร่วมกับวิตามิน ซี) (1, 34, 39)
  • การรับประทานแมกนีเซียม สังกะสี ใยอาหาร และสารออกซาเลตในปริมาณสูงจะส่งผลเสียต่อการดูดซึมแคลเซียม (1, 5, 34)
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน และการกินยาคุมกำเนิดจะเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม (34)
  • กาแฟ แอลกอฮอล์ ยาสูบ ฟอสเฟต โปรตีน โซเดียม และน้ำตาล จะเพิ่มการขับแคลเซียม (1, 34)
  • การรับประทานวิตามิน เอในขนาดสูงๆร่วมกับแคลเซียมจะกระตุ้นให้มีการสูญเสียเนื้อกระดูกมากขึ้น (1, 34)
  • วิตามิน ดี ช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น (1 , 34, 14)
  • ยาระงับกรดที่มีอะลูมิเนียม หรือแมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบทำให้กระดูกแตกหักง่ายขึ้น และมีการขับแคลเซียมออกนอกร่างกายมากขึ้น (34, 39)

 

 

เอกสารอ้างอิง:

  1.

Brown M. L. Calcium and Phosphorus. In: Present Knowledge in Nutrition. 6th edition, 1990; International Life Sciences Institute-Nutrition Foundation, Washington, D.C., pp. 212-223.

  2. ดร. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. พจนานุกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. พ.ศ. 2533 บริษัท รวมสาสน์ จำกัด, กรุงเทพฯ.
  3. Recommended Dietary Allowances 10th Edition, 1989.
  4. Osborne CG, McTyre RB, Dudek J, et al. Evidence for the relationship of calcium to blood pressure. Nutr Rev 1996;54:365–81.
  5. Barilla DE, Notz C, Kennedy D, Pak CYC. Renal oxalate excretion following oral oxalate loads in patients with ileal disease and with renal and absorptive hypercalciurias: effect of calcium and magnesium. Am J Med 1978;64:579–85.
  6. Curhan GC, Willett WC, Rimm EB, Stampfer MJ. A prospective study of dietary calcium and other nutrients and the risk of symptomatic kidney stones. N Engl J Med 1993;328:833V83.
  7. Bell L, Halstenson CE, Halstenson CJ, et al. Cholesterol-lowering effects of calcium carbonate in patients with mild to moderate hypercholesterolemia. Arch Intern Med 1992;152:2441–44.
  8. Sheikh MS, Santa Ana CA, Nicar MJ, et al. Gastrointestinal absorption of calcium from milk and calcium salts. N Engl J Med 1987;317:532–36.
  9. Levenson DI, Bockman RS. A review of calcium preparations. Nutr Rev 1994;52:221–32 [review].
  10. Nicar MJ, Pak CYC. Calcium bioavailability from calcium carbonate and calcium citrate.J Clin Endocrinol Metabol 1985;61:391–93.
  11. Harvey JA, Kenny P, Poindexter J, Pak CYC. Superior calcium absorption from calcium citrate than calcium carbonate using external forearm counting. J Am Coll Nutr 1990;9:583–87.
  12. Heaney RP, Recker RR, Weaver CM. Absorbability of calcium sources: the limited role of solubility. Calcif Tissue Int 1990;46:300–4.
  13. Deroisy R, Zartarian M, Meurmans L, et al. Acute changes in serum calcium and parathyroid hormone circulating levels induced by the oral intake of five currently available calcium salts in healthy male volunteers. Clin Rheumatol 1997;16:249–53.
  14. Heaney RP, Recker RR, Weaver CM. Absorbability of calcium sources: the limited role of solubility. Calcific Tissue Int 1990;46:300–4.
  15. Locker AC., et al. Prevalence of low femoral bone density in older U.S. adults from NHANES III. J Bone Min Res., 1998; 13: 168-74.
  16. Burros M. Testing calcium supplements for lead. New York Times June 4,1997, B7.
  17. Bourgoin BP, Evans DR, Cornett JR, et al. Lead content in 70 brands of dietary calcium supplements. Am J Publ Health 1993;83:1155–60.
  18. O’Brien K.O. Combined Calcium and Vitamin D Supplementation Reduces Bone Loss and Fracture Incidence in Older Men and Women. Nutrition Reviews, Vol. 56 No. 5; May 1998: 148-158.
  19. ผศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล. แคลเซี่ยม: เสาหลักของร่างกาย. เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการบริษัทมี้ดจอห์นสัน
  20. Buckley L. M., et.al. Calcium and vitamin D3 supplementation prevents bone loss in the spine secondary to low-dose corticosteroids in patients with rheumatoid arthritis. A randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Ann Intern Med, 1996 Dec 15; 125(12):961-8
  21. Takahashi K., et.al. Effective intervention of low peak bone mass and bone modeling in the spontaneous murine model of senile osteoporosis, SAM-P/6, by Ca supplement and hormone treatment. Bone, 1994 Mar-Apr; 15(2):209-15.
  22. Dawson-Hughes B., Harris S. S., Krall E. A. and Dallal G. E. Effect of calcium and vitamin D supplementation on bone density in men and women 65 years of age or older. N Engl J Med, 1997 Sep 4; 337(10):670-6.
  23. Stevens V. I., Blair R. and Salmon R.E. Effects of vitamin D3, calcium, and phosphorus on growth and bone development of market turkeys. Poult Sci, 1984 Aug; 63(8):1571-85.
  24. Arkhapchev Iu. P., Sergeev I. N., Spirichev V. B. and Blazhevich N. V. Calcium metabolism and the level of active metabolites of vitamin D3 in the rat serum during bone regeneration. Vopr Med Khim, 1986 Jul-Aug; 32(4):122-9.
  25. Chapuy M. C. Vitamin D3 and calcium to prevent hip fractures in the elderly women. N Engl J Med, 1992 Dec 3; 327(23):1637-42.
  26. Minne H. W. Osteoporosis as a cause of pathologic fracture. Langenbecks Arch Chir Suppl II Verh Dtsch Ges Chir, 1989: 493-502.
  27. Meunier P. Prevention of hip fractures by correcting calcium and vitamin D insufficiencies in elderly people. Scand J Rheumatol Suppl, 1996; 103:75-8; discussion 79-80.
  28. Jensen G. F., Christiansen C. and Transbøl I. Treatment of post menopausal osteoporosis. A controlled therapeutic trial comparing oestrogen/gestagen, 1,25-dihydroxy-vitamin D3 and calcium. Clin Endocrinol (Oxf), 1982 May; 16(5): 515-24.
  29. Baeksgaard L., Andersen K. P. and Hyldstrup L. Calcium and vitamin D supplementation increases spinal BMD in healthy, postmenopausal women. Osteoporos Int, 1998; 8(3):255-60
  30. Lupton J. R., et.al. Calcium Supplementation Modifies the Relative Amounts of Bile Acid in Bile Affects Key Aspects of Human. Human and Clin Nutr, 1996; 126 (5): 1421-1428.
  31. Devine A., Prince R. P. and Bell R. Nutritional effect of calcium supplementation by skim milk powder or calcium tablets on total nutrient intake in postmenopausal women. Am J Clin Nutr, 1996; 64: 731-7.
  32. Labin-Goldscher R. and Edelstein S. Calcium Citrate: A Revised Look at Calcium Fortification.
  33. Murray M. T. and Pizzorno J. E. Encyclopedia of Natural Medicine. Revised 2nd edition 1998, Prima Publishing, USA. pp. 532-533, 617, 706-721, 747.
  34. Murray M. T. Encyclopedia of Natural Supplements: The essential guide for improving your health naturally. 1996, Prima Health, USA. pp. 39-43.
  35. Remington’s Pharmaceutical Sciences. 17th edition 1985, Philadelphia College of Pharmacy and Science. Pp. 1007-1010.
  36. Germano C., Cabot W., and Turner L. The Osteoporosis solution. Kingston Book, New York.
  37. Goodman and Gilman’s: The Pharmacological Basis of Therapeutics. 8th edition Vol. 2, 1991, Pergamon Press, New York. pp. 1496-1522.
  38. Walji H. Health Essential: Vitamin Guide Reprinted 1996., Element Books Ltd., Brisbane. pp. 35, 60, 128-130, 133-134.
  39. Lininger S.W., eds., A-Z guide to drug-herb-vitamin interactions: how to improve your health and avoid problems when using common medications and natural supplements together. 1999, Prima Publishing, USA, pp: 273-277.